ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ VS เชลซี

รอบ ซาเวจ อดีตกาลนักเตะดังที่เป็นผู้วิเคราะห์เกมของสำนักบีบีซีกล่าวว่า ''ชูแชมป์ให้เชลซีได้เลย'' ส่วน เมาริสิโอ โปเช็ตตำหนิโน กล่าวก่อนรับมือสิงโตน้ำเงินคราม ที่ชนะรวด 13 นัดหมายว่า ทั้งโลกต้องการให้ไก่ชนะเชลซี
ประโยคหลังคือความเป็นจริงกว่าประโยคแรกของซาเวจ
เพิ่ง 19 นัดหมายยังคงชูแชมป์ให้คนใดมิได้ ครึ่งทางเอง อย่ารีบเร่ง มีอะไรให้เจออีกมากมาย แม้กระนั้นที่แน่ๆเชลซีคือทีมที่ดีสุด สมดุลสุด พร้อมสำหรับการคว้าชัยชนะสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกรุ๊ปนำทั้งหมดทั้งปวง
ลิเวอร์พูลพลาดเสมอซันเดอร์แลนด์ ท่ามกลางปัญหาให้ขบคิดทั้งเรื่อง "ฟิตเนส" และ สไตล์ การเล่น ที่คงเพรสวิง วิ่ง พลัง ทั้งซีซั่นมิได้ อันนี้คงเกิดเรื่องจริงสำหรับฟุตบอล นัดหมายปัจจุบันก็มองเห็นแล้วว่า ภาวะล้าๆของเด็กหงส์ มันส่งผลในเกม
การขาดตัวหลักไปเดือนหนึ่งและกรุ๊ปที่เจ็บซ้ำซากจำเจอย่าง สเตอร์ริดจ์ จะยังไง
แมนฯ ซิตี้ กระเตื้องขึ้นมา…ส่วนอาร์เซน่อลรอดูผลว่าจะชุบมือเปิบก้าวหน้าแค่ไหน แม้กระนั้นพวกเขาก็มิได้เนี้ยบและเปรี้ยงปร้างมากแค่ไหน ลักษณะคล้ายๆหงส์แดง ดีแต่ยังไม่สุด เช่นเดียวกันกับสเปอร์ส ชอบแพ้เกมใหญ่
เกมสำคัญ เกมที่จะเจอกับเชลซี เป็นอีกหนึ่งเกมที่วัดหัวจิตหัวใจนักเตะไก่มากยิ่งกว่า "สไตล์" และ "แท็กติก" โปเช็ตตำหนิโน่ ถึงกับกล่าวว่า "แท็กติกไม่มีความสำคัญ" มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเล่นกับบอลเช่นไร คุณมีจิตใจที่เก่งมากมายแค่ไหนในการเจอกับคู่แข่งขันแต่ละทีม
แท็กติกที่เลิศหรูถ้าหากใช้กับบอลไม่เป็น มันไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดบทสรุปตรงผลแข่ง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะรวด 6 นัดหมายในลีกด้วยฟอร์มการเล่นที่มั่นคง นิ่ง และไม่ตระหนก ที่สำคัญอย่างที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ใน beIN SPORTS ทรู676 ว่าคุณลักษณะเด่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในขณะนี้และใกล้เคียงกับเชลซี อาจด้อยกว่าหน่อยเดียวคือการยิงประตู
ทีเด็ดเลยขอรับ ไม่ต้องมากมายจังหวะ สร้างช่องทางอะไรมากมายก่ายกอง ขอเพียงแต่มีโอกาส จบให้ได้ ยิงให้เข้า ใช้ลูกแมงป่องยิงยังเข้า…นี่คือทีเด็ด ส่วนรูปเกมแน่ๆมันจำต้องเนี้ยบ พลาดยาก เสียยาก และเป็นเกมที่รู้ว่ามาคอนโทรลคู่แข่งขัน
วันนี้พวกเขาอาจจะตามหลังเชลซี 10 แต้ม และหากเชลซีพลาดแพ้สเปอร์ส ในกลางอาทิตย์ ผมว่า 10 แต้มไม่ห่างเหลือเกินที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไล่มากยิ่งขึ้นลับมาประจำในตำแหน่งเต็งสอง ผู้ท้าแข่งแทนบรรดาทีมด้านบนได้
เหมือนแต่ก่อนเปิดซีซั่นที่ทุกคนมุ่งมาดว่า…"ปีศาจร้ายแดง" คือทีมที่ร่วมลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี้ โดยมีเชลซีเต็งสาม
เอาละขอรับ…โลกทั้งใบหยุดหายใจที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน ส่งใจช่วยสเปอร์สอย่างที่ พอช ที่ปรึกษาไก่ได้กล่าวไว้มีอะไรน่าดึงดูดก่อนเกมนัดหมายนี้
เจ้าบ้าน…อาจมีการเปลี่ยนแปลงแท็กติกการเล่นหลังทดสอบการใช้นัดหมายวัตฟอร์ดไปแล้ว นั่นคือทดลองใช้หลังสามคนขอรับ ด้วยปัญหาที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดแบน และไม่มี แยน แฟร์ต็องเก้น ทำให้ พอช ปรับมาเล่นหลังสามมีวิงแบ็กสองข้างเสมือนเชลซี
ผลชนะวัตฟอร์ด 4-1 สมทบชัยชนะสามนัดหมายก่อนหน้าที่ผ่านมานับตั้งแต่แพ้ แมนฯ ยูฯ 0-1 เมื่อต้นเดือน ธันวาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ทำให้ไก่เก็บ 12 แต้มเต็ม
นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับแท็กติกที่ โปเช็ตตำหนิโน่ จะเลือกใช้ก่อนเจอกับเชลซี คือหลังสาม จะตัดสินใจเช่นไรดี เนื่องจาก วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ในช่วงเวลาที่หลังสามอย่าง เอริก ดายเออร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรล และ เควิน วิมเมอร์ ทำเป็นดี วิงแบ็กสองข้าง ทริปเปียร์ กับ ดินแดนนี่ โรส วิ่งริมเส้น กลาง วานยาม่า, เอริคบวงสรวง และ เดเล่ อัลลี่ ด้านหน้า ซุกซน ฮึง มิน กับ แฮร์รี่ เคน

โชว์ฟอร์มกันดี…แม้กระนั้นนั่นคือวัตฟอร์ด ทีมเพื่อนบ้านภาคเหนือของลอนดอน เสมือนรังสิต นั่นแหละขอรับ
ว่ากันแบบนั้นขอรับ
แม้กระนั้นนี่คือเชลซี…ที่ปึ้ก สมดุลรุกและรับเนี้ยบมากมาย ชนะรวด 13 นัดหมาย จุดนี้ อันโตนิโอ คอนเต้ กล่าวว่าสถิติไม่มีความสำคัญเท่ากับแชมป์ โดยเหตุนี้มั่นใจว่าเกมนี้พวกเขาจะเน้นย้ำแท็กติกสุดๆเน้นย้ำมีแต้ม เน้นย้ำไม่แพ้ แล้วจังหวะเหมาะสมๆปิดเกมชนะเลย
สองประเด็นหลักในเกมนี้ผมว่ามองไปที่สเปอร์สเป็นหลักขอรับ เนื่องจาก คอนเต้ จะไม่แปลงทีม แม้จะเล่นเป็นนัดหมายที่สามติดต่อกัน แม้กระนั้นเป็นเนื่องจากทีมของเขาเล่นแบบแท็กติก บริหารพลังก้าวหน้า ดึงช้า ดึงเร็ว ยืดหยุ่น
สถิติวิ่งมากมายสุด, พลังมากมายสุด อะไรเนี่ย ไม่ติดอันดับท็อป พวกเขาเน้นย้ำแท็กติก ความเป็นเกมและเน้นย้ำผลแข่ง มันมองปึ้กในเกมรับ มันมองเด็ดขาดในเกมรุก นั่นคือหลังไม่เสีย หน้าคมยิงได้ เชลซี ชนะสม่ำเสมอ
ใครๆก็ยิงพวกเขายากแม้ปัจจุบันเสียให้ สโต๊ค อีกสองลูก แม้กระนั้นมันก็ควรจะมีหลุดบ้าง และตัวเลขเกมรับยังน้อยกว่าทุกทีม
โดยเหตุนี้…โจทย์อยู่ที่สเปอร์ส
ข้อแรก…โปเช็ตตำหนิโน่ จะกล้าเล่นหลังสามหรือไม่เมื่อ วอล์คเกอร์ กับ แฟร์ต็องเก้น กลับมา ทัศนะส่วนตัวของผมมั่นใจว่า โปเช็ตตำหนิโน่ ไม่เล่นหลังสามแน่ๆ เขาจะกลับมาเล่น 4-2-3-1 เนื่องจากยังไง วอล์คเกอร์, แฟร์ต็องเก้น ก็จะเป็นผู้เล่นชุดที่เขาเชื่อใจที่สุด
วานยาม่า จะเล่นกลางกับ เอริก ดายเออร์ เพื่อช่วยเหลือกลางรุก อัลลี่, เอริคบวงสรวง และ ฮึง มิน โดย แฮร์รี่ เคน หน้าเป้า
อย่างที่ โปเช็ตตำหนิโน่ บอก…แท็กติกไม่มีความสำคัญเท่ากับขั้นตอนการเล่นฟุตบอล การให้บอล การใช้บอลนั้นเนี้ยบแค่ไหน แท็กติกงามแม้กระนั้นเพียงแค่รับส่งบอลในพื้นที่อันตรายไม่แม่น พลาด ก็หมดสิทธิ์ได้ประตู
สปีดบอล…ช้าควรช้า เร็วควรเร็ว จังหวะของเกมที่ตรงนี้ มันคือสิ่งที่ โปเช็ตตำหนิโน่ คิดว่าสำคัญที่สุด
ข้อสอง…สเปอร์ส จะสอบตกอีกทีหรือไม่เมื่อจำต้องเตะกับเกมใหญ่ และเจอบิ๊กทีมจ่าฝูงอีกต่างหาก สเปอร์ส มีปัญหาหัวข้อนี้เช่นเดียวกันขอรับ พวกเขาแพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-1 ทำให้ลดน้อยลงไปก่อนที่จะกลับมาด้วยชัยชนะ 4 นัดหมายรวด
หัวข้อนี้เกิดเรื่องจิตวิทยาเป็นหัวจิตหัวใจของสเปอร์ส จะสอบได้มั้ย มันคือ mentality ล้วนๆเลยขอรับ เมื่อจำต้องเล่นภายใต้ความกดดันกับทีมที่หนักแน่น พวกเขาจะฝ่อหรือเหี่ยวมั้ย นี่คือคำถาม
หากพวกเขาไม่กลัวเชลซี เอาชนะความหวาดกลัวในจิตใจ หรือก้าวข้ามความกดดันในเกมใหญ่ ทีมใหญ่ นักเตะสุดยอด อย่าง ดีเอโก คอสต้า, อาซาร์ ได้ พวกเขามีสิทธิ์ชนะ
แน่ๆทั้งโลกหนุนหลังท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แม้กระนั้นอันที่จริงพวกเขาก็จำต้องคิดถึงตนเองเล่นเพื่อชนะ เพื่อเป้าหมายของตัวเอง
เนื่องจากชนะเชลซีได้…มันจะสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับนักเตะที่จะมุ่งหน้าเดินตามแท็กติกของ โปเช็ตตำหนิโน่ อย่างเจริญก้าวหน้า
โอเคขอรับ…เอ่ยถึงฟอร์มทั้งนักเตะและทั้งทีมในขณะนี้ เชลซีเหนือกว่าครึ่งก้าว แม้กระนั้นหากยกระดับมาตรฐานการเล่นแบบไม่กลับเชลซี สู้กับความกดดันในเกมที่สเปอร์สเคยพลาดมาบ่อยๆได้ ผมว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์คิดถึงชัยชนะ
แฮร์รี่ เคน ก็มิได้ด้อยไปกว่า เอ็งรี่ เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ ที่เฉื่อยชา ซุกซน ฮึง มิน ก็ทะลุ ปรู๊ดปร๊าด เร็วจี๊ด, อัลลี่ เองก็ดุดันทะลุไปด้านหน้า
บางครั้งบางคราวนี่อาจเป็นจุดที่จู่โจมหลังของเชลซีได้เช่นเดียวกัน
ผมมองว่าเกมนี้ตัดความหวาดกลัวออกไป ไม่สนฟอร์มของเชลซี จี๋ข้อบกพร่องซึ่งพอมองเห็นในแนวรับที่มีความช้าอยู่ มันก็อาจทำลายเกมรับเชลซีได้อยู่นะครับ

อ๋อ…อีกหนึ่งเรื่องคือ วุฒิภาวะของเด็กไก่ในเกมใหญ่ บางครั้งบางคราวหามความกดดันมากมายๆกลับออกทะเลซะอย่างงั้น ถ้าหากนักเตะเชลซีซึ่งเก๋าและกระดูกบอลเบอร์ 9 เบอร์ 10 ชวนเล่นตุกติก มีลูกหนักแถม คลอดลูกเกกมะเหรกเกเรแฝงมากับเกม ควบคุมอารมณ์…ไม่อยู่ เด็กไก่ก็จะแพ้ภัยตัวเอง

ชิชาริโต้ กลับมา แมนยู

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนเองอย่างรุนแรง
เมื่อจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มซาตานแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะฝืดเคืองขึ้นมาโดยทันที
เว้นแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นจำพวกหัวหอกอยู่ในแผนกล่าฆ่าอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล แต่ว่าเวลานี้ดูอย่างกับว่าทั้งคู่จะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อโดนจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้ดังนั้น & ฉะนี้
จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากด่วนในฤดูหน้า คือนักฟุตบอลจำพวกดาวถล่มประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาสังวาสกับซาตานแดงอย่างสนุกสนานครึกโครมไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง แล้วก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสูรสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ราษฎรรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมถือตัวให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้เพียงแค่เสมอในบ้านตนเอง 2 นัดติดต่อกันทำนองว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ที่นาต่อนี้ไป ด้วยการนำบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้มหาศาล ถ้าหากเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นลูกทีม นักฟุตบอลชาวจังหรูหราผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่ผ่านมาที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มไปหลายท่านหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูสังเวย เมื่อฤดู 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกสูงที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่เพิ่งจะเลื้อยตูดจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" ซ้ำๆไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างยั่งยืนไม่สำเร็จก็จริง แม้กระนั้นเมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้มีความแตกต่างจากอาวุธลับของซาตานแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ที่นา โซลชา

ฤดูถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตนเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงถ้าหากพินิจให้ดีจะพบว่าในฤดูสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มซาตานแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดลงไปเรื่อย อย่างหนึ่งอาจเนื่องจากการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าชนิดหมูเดือดอย่างเดิม แม้กระนั้นอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูสุดท้ายของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดเท่านั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซือซาตานแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดเท่านั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือแค่ 4 ประตูเท่านั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแม่งานอีกทีเป็น หฝ่าส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่เทือกเถาเหล่ากอสูงยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนแกจึงตกลงใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งสิ้น 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้าหากมีความรู้สึกว่าชีวิตจำนวนมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งสิ้น 3 นัด จนถึง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถ่ม! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกเฟ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคซาตานแดงออกไปเยี่ยม คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง หลังจากกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดโทษ แม้กระนั้นคุณพี่เขาดันฆ่าพลาดง่ายๆซะอย่างนั้น!
ภาพที่ หฝ่าส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนตูดพร้อม 8 เส้นพลางหันไปจ้องตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ประดุจเชื่อว่าสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บเขมือบส์แกก็ตกลงใจปลดปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปในราคาเพียงแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" จำนวนมากอาจเสียดาย แม้กระนั้นขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาวรณ์อะไรเยอะแยะ เนื่องจากระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยแล้วก็ยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูสังเวย "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปแล้วทั้งสิ้น 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอสมควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติแล้วก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ซาตานแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาวรณ์ ขึ้นมาโดยทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางชื่นชมกุนซือซาตานแดงคนเก่าว่า "มึงขายออกไปได้ยังไงครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุดังกล่าวไม่ควรต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบจำนวนมากคงจะเช่นเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็คงจะไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แม้กระนั้นคงจะสูงยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความชำนาญความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลค่อนข้างจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการดึงบอลหนีคู่ต่อสู้หรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่ต่อสู้ – จับบอลก็โดกเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร
คุณลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงจุดเดียวคือการทำประตูในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอๆกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในจำพวก "หมาจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"พูดง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือถ้าหากฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือสหายร่วมกลุ่มไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากเพียงพอ เขาก็จะแปลงตัวเป็นไม้ตีพริกที่หมดประโยชน์โดยทันที โดย 12 นัดปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้เพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด หฝ่าส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลสมัยใหม่ที่กองหน้าควรมีส่วนร่วมกับเกม แล้วก็ต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษบากบั่นเสนอแม้กระนั้นสถิติที่สวยหรู เช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่แกยิงมิได้ติดต่อกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการสงครามภไม่ลำแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงอาจมิได้หมายความว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่ง 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน รู้เรื่องว่า "นายห้างขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะกับกรรมวิธีการเล่นบอลแบบเน้นการครอบครองของ หฝ่าส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แม้กระนั้นคงจะเหมาะสมกับหนทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ซาตานแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ต่อสู้อย่างเร็วแล้วก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงมากยิ่งขึ้น

ครึ่งปีของโชเซ่กับปีศาจแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าขยะแขยง แม้กระนั้นควรจะทำเป็นดีมากยิ่งกว่านี้ โดยมองจากกลุ่มกำลังพอดีรวมทั้งทำผลงานได้ดิบได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกเราเกือบจะมองไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เนื่องจากว่าเขาอาจตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำปฏิญาณทึ่มๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : ทำไม ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้งามตามเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มกระจ่างคือ ฟุตบอลแปรไปมาก รวมทั้งการประลองไม่ได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีกลาย มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความยิ่งใหญ่อยู่กลุ่มเดียว ผมทราบกันดี ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณจำได้หนแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้เย่อหยิ่งเลย ผมรู้ดีว่าคำพูดผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมกล่าวว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ในขณะนี้" แม้กระนั้นผมคิดว่า ถึงในขณะนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำเป็นต้องบอกแบบงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างงั้น เนื่องจากว่าผมรู้สึกว่ามันถูก"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบบริบรูณ์ มูรินโญ่ไม่ได้เย่อหยิ่งอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่ากลุ่มในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม รวมทั้งเขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททั้งหมดทุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความอยาก รวมทั้งความขมักเขม้น ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าหากผมพินิจพิจารณาตนเอง ผมมีช่วงประสบความสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์ล้นหลาม แม้กระนั้นผมไม่ได้เป็นสุขเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำในขณะนั้น ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากกว่านั้น รวมทั้งทำอะไรให้ดีมากยิ่งกว่านั้นได้ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นคือพากลุ่มชนะรวมทั้งได้แชมป์"
หมายความว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด รวมทั้งเชลซี 2 รอบ ที่เขานำกลุ่มได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตนเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตนเองยังไม่เต็มที่กับการคุมกลุ่ม แม้กระนั้นในขณะนี้เขากลับบอกว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่สถานการณ์รวมทั้งโอกาสการคว้าแชมป์ของภูติผีปีศาจแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การกล่าวเชิดชูที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าพบแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทั้งหมดทุกอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เนื่องจากว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดในทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (พบบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"หนแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการกลุ่ม ผมก็พบแมนฯ ยูไนเต็ด อีกรอบ (คุมปอร์โต้ปี 2004) รวมทั้งหนแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดล้นหลามในอาชีพของผมรวมทั้งผมทราบกันดีถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้ศึกษาอะไรเลยตอนมาร่วมกลุ่มแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่ควรต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากมาย แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมกลุ่มชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ รวมทั้งข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีบอกว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ตอนที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มตระเตรียมเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" รวมทั้งเขาบอกว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขารู้สึกชื่นชอบที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีวันลืมเช่นเดียวกัน
"คุณอาจหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แม้กระนั้นความทรงจำที่แจ่มกระจ่างของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าหากพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งขันของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราจำเป็นต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา พวกเรารู้สึกว่ามันอาจจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นได้ดิบได้ดี"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมให้เกมจบลง มันเป็นแดนนรกของพวกเราเลย แดนนรก!!!"
สถานการณ์ในขณะนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่งขัน ตอนนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่ทรวงอก
"ภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมกลุ่มใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์ล้นหลาม มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินอายเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นอกมั่นใจ รวมทั้งนิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ภูมิใจมากเช่นเดียวกัน"
"ในฐานะคู่แข่งขัน เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพึงรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะกับผมเช่นเดียวกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น รวมทั้งหวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปจนกลางคืนในที่สุดของผม มันจะต้องเป็นแบบงั้น ผมเกลียดเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรลดลง"
การได้มาคุมกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่บอกว่าเขาทราบกันดีถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีผู้ที่พร้อม (สำหรับกลุ่มชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว ผู้คนจำนวนมากรอคอยโอกาส ผู้คนจำนวนมากมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาควรต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีวันเลือกอื่น เนื่องจากว่ามีนักเตะเจ็บมากมาย"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความคาดหมายในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่ดูในประวัติความเป็นมาดาวรุ่งของสโมสร คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นหลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาหนแรก ไม่รู้เรื่องสึกกดดัน ไม่รู้เรื่องสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งขันก็ไม่เคยทราบ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นพวกเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางเวลาฟุตบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่ทราบกันดีถึงหนทางของสโมสรนี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังปฏิบัติงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในตอนนั้น
เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยือน เขาเพียรพยายามอดทนอดกลั้น เพียรพยายามนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขารับรองว่าเขาพร้อมจะอยู่กับกลุ่มไปยาวๆ
"ผมมีข้อตกลง 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากกว่านั้นได้เดี๋ยวนี้ แม้กระนั้นถ้าหากผมประสบความสำเร็จเดี๋ยวนี้ผมอาจขอข้อตกลงเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเนื่องจากว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างการบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิด ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำกลุ่มกลับมาประสบความสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากกว่านี้ แม้กระนั้นผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่เวลาที่ผมต้องการ เนื่องจากว่าผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ปีศาจแดง

ช่วงนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงนักข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘อสุรกายแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ทดลองสื่อรกรากของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีมูลเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 ม.ค.ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารและก็กระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ตบท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นไปได้พอสมควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดเหตุการณ์มาเรื่อยๆและก็การตีข่าวสารจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีคงต้องปรับระดับ ‘ความน่าจะเป็น’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันนี้ ทำไม กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก และก็อยากไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนถึงขณะนี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือว่าไปถึงเป้าหมายอย่างสูง เป็นนายทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่จะล่าสุดจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนๆตราหมี และก็ผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับไปถึงเป้าหมายคว้าชัยชนะกับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาจึงได้เพียงแค่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแค่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้ากลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาโอกาสคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และก็สหายๆดันแพ้ติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมากมาย โอกาสจอดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแค่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหมาย แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแค่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เพราะสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การคว้าชัยชนะและก็การยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยๆนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีศักยภาพมากกว่าจะเอื้อโอกาสให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกเหนือจากชื่อเสียง และก็ศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายถึงที่กะไว้จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าแรงมากมายเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าแรงนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในตอนนี้ นับว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีพอๆกับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าแรงสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ หากว่าเขาจะเป็นสตาร์เลขหนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าถ้าเกิดจะอัพให้มากกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องมาจาก ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากกว่า 6 ล้าน แม้นักฟุตบอลรายใดที่อยากได้มากกว่า ก็มีแค่ช่องทางเดียวเพียงแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ เหมือนกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าแรงที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า ทั้งๆที่ไปถึงเป้าหมายอย่างสูงและก็เล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกสาเหตุนึงที่มีหัวใจหลักไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ และก็เชื่อใจ ซิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาซิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแค่ผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองบิดากุนซือใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่สบายใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนเป็นข้อสันนิษฐานที่พร่า เพราะนานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับวิธีขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
หน้าแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ คงไม่มีข้อละเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกคำสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้หลายๆคนยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าเกิดลงเอยแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้านี้พวกเราทำให้มองเห็นมาหลายคราวแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวและก็คนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอคอยยอมรับฟังข้อเสนอ

สุดยอดแห่งเลสเตอร์ซิตี้

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากครับผม น่าพิศวงพอกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
คือนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู และเสียแค่เพียง 4 เม็ดแค่นั้น
พวกพ้องสุนัขจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนกระทั่งเกือบจะมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มสุดท้ายของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองปกป้องแชมป์ของตัวเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับผมว่าเรื่องพวกนี้จะบังเกิดขึ้น ภายหลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับผม – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นก็จะต้องเชื่อ เนื่องจากว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แค่เพียง 5 นัดหมายแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงที่ปรึกษาใหม่ เลสเตอร์ ประสบความปราชัยถึง 7 นัดหมาย และเสมอ 2 นัดหมาย โดยแพ้ใครกันแน่เลย
ผลงานล่มจมดำตรงไม่เหมือนกับเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งที่ตัวเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย (รวมถึงผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหามูลเหตุที่กล่าวว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดอดสูแบบงี้ ก่อนที่จะพบมูลเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดสิ่งจูงใจ หลังพุ่งเข้าชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ย่อมรอบคอบและเน้นย้ำมากยิ่งขึ้นยามเจอกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ปีศาจเรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และฯลฯ อาทิ "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์มิได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกสยามที่เคยพบอย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แม้กระนั้นในชัย 6 นัดหมายล่าสุด มันระบุชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ทำให้เห็นว่าหมดสิ่งจูงใจตรงไหน สิ่งที่เห็นคือการไล่ขย่มคู่ต่อสู้อย่างเอ็นจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่แข่งจะรอบคอบอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แม้กระนั้นพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้กระนั้น เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังแจ๋วพอที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ปีศาจเรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันสุดยอดออกมาอีกที
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าเกลียด แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนใดกันแน่ที่มาเข้าพบแล้วอ้อนวอนให้ปลดที่ปรึกษาชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด ตัวผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษใส่ร้ายป้ายสีว่าขอเข้าพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อให้ถีบเจ้านายของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างงั้น
จึงพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับผม มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากว่ามันน่าสังเวช เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสุดยอดคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครกันแน่รู้มาก่อน เขากำหนดแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะรุกรานแบบลอบสังหาร อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด ปีศาจเรซ และความรวดเร็วกว่านเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
ตัวผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมประสิทธิภาพอาจต่ำลงยิ่งกว่าเดิมด้วย เนื่องจากว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ฉันก็อยู่นั่น
…ว่าและตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้เพียงแค่ 4 ครั้งต่อๆกันแค่นั้น
ยิ่งไปกว่านี้จะต้องชื่นชอบเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับผมที่ตกลงใจได้ถูกต้องที่เอา "คนใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจะต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันอายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนครั้งแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษากลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกทีในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็เปลี่ยนเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มตัวพร้อมทำสถิติสุดยอด จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มคนใดในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้เสร็จครับผม-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นหมายความว่าสถิติในการคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับผม เนื่องจากว่าเขาเกือบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งเหมือนกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกกะล่อนให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงแต่ในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากว่านักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกที กลับไม่มีผู้ใดดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปครับ

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานสโมสรฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด มึงเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับประกันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เนื่องจากว่านี่คือสุดยอดผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากครับผมที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ แค่เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงแบบงี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงงเต็กพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ฉันทำผิดอะไร?" แม้กระนั้นนี่แหละคือความเร้นลับ สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน สหายคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเล่ห์ของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับผม

กฎอะเวย์โกล…แฟร์จริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะก่อให้อ่างจานชามยักษ์เงียบสงัดโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์คิดว่ากฎประตูกลุ่มเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงกลุ่มที่อุตสาห์ขะมักเขม้นรัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) ต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ในเวลานั้นเข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว โน่นหมายคือว่าขุนศึกเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าหากเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่คือสมาพันธ์เลขลำดับหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงจะตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็ราวกับลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลตำหนิโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 กิริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้ายังจำได้ แต่ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นคนใดกันแน่ก็ขุ่นเคือง ทั้งการเป่าห่วยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรจะได้เตะต่อเวลาเนื่องจากเสมอกัน 1-1 ถ้าหากเพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยี่ยมพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่เหมาะ 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมประเภทนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าหากมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะเลียนแบบไรดี เหตุเพราะถ้ามัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม เพียงแต่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน อดีตสมัยต้องคิดภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามต้องผ่านน้ำผ่านทะเลไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ความจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักเจอผลที่ชนะกันใหญ่โต อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือว่าเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปปราชัยมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ตาม เวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เดี๋ยวนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเพิ่มมากขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ทดลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็คงจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

ถ้าหากโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกลงโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเหลือเกิน ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันด้านในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ช่วงเวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าหากไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจต้องต่อเวลาเหตุเพราะพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' นะครับ เหตุเพราะการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามในเวลานั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เหตุเพราะกฎอะเวย์โกลนำมาซึ่งการทำให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าหากจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ว่าถ้าเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งเสียท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

ยิ่งไปกว่านั้นจากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยี่ยมได้ว่านำมาซึ่งการทำให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหามากกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็เน้นแท็กติกกันมากไป รวมทั้งบางโอกาสร่างกายที่เพิ่งลงไปคงจะฟิตทั้งคู่ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' ข้ารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนนี้วันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามแนวความคิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจโอดครวญถึงโอกาสอย่างใหญ่โตในครั้งแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งผองก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางคนชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนไร้มนุษยธรรมเหลือเกิน

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้อยากต้องการเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายดายยิ่งกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ใดก็ช่างที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะเป็นต่อ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามธรรมดาแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กโน่นแล

ถ้าหากด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรื่องพัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละกลุ่มเกือบจะใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ในทางทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงจะต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เหตุเพราะพวกกลุ่มใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าหากประตูกลุ่มเยี่ยมนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมคงจะเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ โดยพลันที่เห็นท่าทีคอตกของขุนศึกบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้ต่างจากผีเสื้อสักตัวที่เจอกับใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

คงจะไม่ แต่ว่ามันก็บางทีอาจจะดีมากกว่าเตะจุดลูกโทษถ้าหากพิเคราะห์เชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความจัดแจงของกลุ่ม

ถ้าหากผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะต่อต้าน

เนื่องจากมันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ต่อให้ปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

อดีตเพลย์เมคเกอร์ตำนานของโปรตุเกสชูCR7พร้อมเล่นทุกตำแหน่ง

อดีตเพลย์เมคเกอร์ตำนานของโปรตุเกสชื่นชมCR7ว่าเป็นผู้เล่นที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคำแหน่งในเกมได้อย่างไม่มีปัญหา

หลุยส์ ฟิโก้ ตำนานเพลย์เมคเกอร์ของทีมชาติโปรตุเกส, บาร์เซโลนา และ ราชันชุดขาว เชื่อว่า โรนัลโด้ กัปตันทีมราชันชุดขาว จะสามารถปรับตัวและลงเล่นได้ในทุกตำแหน่งอย่างไม่มีปัญหา

โรนัลโด้ เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลในตำแหน่งปีก ก่อนจะถูกขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งหน้าเป้าและมีสถิติการทำประตูที่น่าเหลือเชื่อ ขณะที่ปัจจุบันเจ้าตัวในวัย 32 นั้นเริ่มเล่นให้ทีมในรูปแบบที่ต่างออกไปบ้างW88เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป

ซึ่งเพลย์เมคเกอร์รุ่นพี่ก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะถูกซิเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งมอบหมายตำแหน่งใดให้ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรนัลโด้

"โรนัลโด้เป็นผู้เล่นระดับท็อป" ฟิโก้กล่าวกับ Goal "ผมคิดว่าเขาสามารถปรับตัวเข้ากับตำแหน่งในก็ได้ เพราะเขามีสัญชาตญาณการทำคะแนน ยังไงก็ยิงได้แน่นอน"

เมื่อถามถึงการผันตัวมาเป็นโค้ชระดับแชมป์ยุโรปของซิเนดีน ซีดาน เพื่อนร่วมรุ่น ฟิโก้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานของ Premier Futsal ลีกฟุตซอลอาชีพของอินเดีย ยอมรับว่าประหลาดใจไม่น้อย

"ไม่เคยรู้เลยครับ(ว่าซีดานจะมาเป็นโค้ช) เพราะตอนเราเล่นด้วยกัน เขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากเป็นโค้ช เรื่องนี้ผมเซอร์ไพรส์เลย

"แต่เขาทำได้ดีนะ ผมก็ดีใจด้วย"

เมื่อถามถึงทรรศนะว่าใครน่าจะได้แชมป์ลา ลีกา ในฤดูกาลนี้ ฟิโก้ตอบกั๊ก ๆ ว่า "ไม่เรอัล มาดริด ก็บาร์เซโลนา ผมว่าพวกเขาสักทีมจะเป็นแชมป์ครับ"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากสังกัดไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสังกัดยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 นัดติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับสโมสร ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยกองหลังวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งกองหลังให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน

พาร์เลอร์ แนะปืนใหญ่ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเจ๊

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสโมสรเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

กุนซือชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหากุนซือความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''